เมืองหยุนฝู มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน กำลังจะกลายเป็นเวทีสำคัญของการสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอีกครั้ง ด้วยการจัดงาน “การประชุมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรม RCEP ครั้งที่ 2 (The 2nd China (Yunfu, Guangdong) – RCEP Industrial Cooperation Conference)” ระหว่างวันที่ 17–19 ตุลาคม 2567 โดยมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงและเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างจีนกับประเทศสมาชิก RCEP ซึ่งรวมถึงประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย หนึ่งในผู้แทนที่ได้รับเกียรติให้เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้คือ คุณจารุกิตติ์ ปรีชาชาญพาณิชย์ ซึ่งจะมีโอกาสได้เข้าร่วมการเสวนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจร่วมกับผู้แทนจากหลากหลายประเทศ การเข้าร่วมเวทีนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันศักยภาพของไทยในฐานะพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในภูมิภาค
ไฮไลต์สำคัญของงานคือกิจกรรม “การเชื่อมโยงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า” (Economic and Trade Cooperation Docking Activity) ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 18 ตุลาคม 2567 เวลา 14.30–17.30 น. ผู้เข้าร่วมจะถูกแบ่งกลุ่มเพื่อเยี่ยมชมพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญของเมืองหยุนฝู พร้อมเจรจาธุรกิจเชิงลึกใน 5 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่
• เหล็กกล้าไร้สนิมและอาหารพร้อมปรุง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่เมืองหยุนฝูมีความเชี่ยวชาญและมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง
• หินและวัสดุก่อสร้าง ที่ถือเป็นจุดแข็งด้านการผลิตและการส่งออกของภูมิภาค
• ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และสมุนไพรจีนตอนใต้ อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่การผลิตโลก
• อาหารแปรรูป สอดคล้องกับเทรนด์การบริโภคและการส่งออกสินค้าเกษตร-อาหาร
• วัสดุก่อสร้าง อีกหนึ่งฐานการผลิตสำคัญที่มีศักยภาพเติบโตสูง
การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เปิดโอกาสให้ผู้แทนจากไทยและประเทศต่าง ๆ ได้สร้างเครือข่ายใหม่ ๆ เท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มช่องทางในการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี การลงทุน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดโลกในอนาคต นอกจากนี้ ผู้จัดงานยังเตรียมอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นบริการรับ–ส่งจากสนามบิน การประสานงานล่วงหน้า รวมถึงการจัดกิจกรรม Business Matching เพื่อให้การเจรจาธุรกิจเกิดผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด
กล่าวได้ว่า การประชุมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรม RCEP ครั้งที่ 2 ที่เมืองหยุนฝู ไม่เพียงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการรวมพลังในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อสร้างความร่วมมือระยะยาว และขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน โดยประเทศไทยเองก็พร้อมที่จะใช้โอกาสนี้ต่อยอดศักยภาพและขยายความร่วมมือทางธุรกิจสู่ระดับนานาชาติ