Skip to content
Home » PR News » สืบสานตำนานกุ้ยโจว สัมผัสเสน่ห์ “กุนซานจู” นาฏศิลป์พื้นเมืองระดับตำนาน ถอดรหัสประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณชนเผ่าเหมียว

สืบสานตำนานกุ้ยโจว สัมผัสเสน่ห์ “กุนซานจู” นาฏศิลป์พื้นเมืองระดับตำนาน ถอดรหัสประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณชนเผ่าเหมียว

MAY PR 2026 08 06 175122 สืบสานตำนานกุ้ยโจว สัมผัสเสน่ห์ “กุนซานจู” นาฏศิลป์พื้นเมืองระดับตำนาน ถอดรหัสประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณชนเผ่าเหมียว

บริษัท น่ายง หย่งคัง คัลเจอรัล ทัวริซึม อินเวสต์เมนต์ แอนด์ ดีเวลอปเมนต์ จำกัด

ปี้เจี๋ย, จีน, 5 ส.ค. 2569 /ซินหัว-เอเชียเน็ท/ดาต้าเซ็ต

MAY PR 2026 08 06 175122 สืบสานตำนานกุ้ยโจว สัมผัสเสน่ห์ “กุนซานจู” นาฏศิลป์พื้นเมืองระดับตำนาน ถอดรหัสประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณชนเผ่าเหมียว

ลึกเข้าไปในวงโอบล้อมของขุนเขา ณ ตำบลจู๋ฉ่าง อำเภอน่ายง เมืองปี้เจี๋ย มณฑลกุ้ยโจว ยังคงมีมรดกทางวัฒนธรรมการเต้นรำอันเป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่าเหมียว ที่ได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างยาวนาน ศิลปะการแสดงอันโดดเด่นนี้มีชื่อเรียกว่ากุนซานจู (Gunshanzhu) หรือเจ้าของฉายา “ไข่มุกแห่งที่ราบสูงกุ้ยโจว” ซึ่งทรงคุณค่าเป็นยิ่งกว่าการแสดง เพราะทำหน้าที่จดบันทึกประวัติศาสตร์การอพยพย้ายถิ่นฐาน สะท้อนภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอันรุ่มรวย และตอกย้ำจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งของชนเผ่าเหมียวไว้ได้อย่างงดงาม

ตำนานเล่าว่า ยามอพยพย้ายถิ่นฐานในอดีตกาล เส้นทางของชาวเหมียวต้องเผชิญกับเทือกเขาสูงชันและพงหนามรกร้าง เพื่อเปิดทางให้เพื่อนพ้องเดินทางผ่านพงไพร เหล่าผู้กล้าหาญจึงใช้ร่างกายของตนกลิ้งทับพงหนามอย่างไม่เกรงกลัวเพื่อถางทางให้คนในเผ่า ด้วยเหตุนี้ คนรุ่นหลังจึงได้จำลองท่วงท่าการกลิ้งตัวดังกล่าวมาต่อยอดและรังสรรค์เป็นระบำลู่เซิงอันเป็นเอกลักษณ์ เพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญและหยาดเหงื่อแรงกายของบรรพบุรุษ โดยทุกท่วงท่าการกลิ้งตัวคือการคารวะต่อบรรพชน และทุกการกระโดดสะท้อนถึงจิตวิญญาณอันแรงกล้าของชนเผ่าเหมียว

กุนซานจูถือเป็นหนึ่งในศิลปะการเต้นรำที่ปราบเซียนและท้าทายที่สุดของชนเผ่าเหมียว ผู้แสดงจะสวมเสื้อนอกสีขาวปักลายอันประณีต และสวมหมวกขนไก่ฟ้า พร้อมบรรเลงลู่เซิงแบบ 6 ท่อ จุดที่ท้าทายที่สุดคือเสียงเพลงจะต้องพลิ้วไหวอย่างต่อเนื่อง นักเต้นจึงต้องเป่าลู่เซิงอย่างสม่ำเสมอโดยไม่สะดุด แม้ในยามที่ต้องโลดโผนด้วยท่วงท่าที่ยากและซับซ้อนก็ตาม

ในระหว่างการแสดง นักเต้นจะกลิ้งและหมุนตัวผ่านชามใส่น้ำที่วางเรียงเอาไว้ โดยต้องทรงตัวด้วยความแม่นยำอย่างน่าอัศจรรย์ พร้อมรังสรรค์ลีลาท่ารำอันตื่นตาตื่นใจ ไม่ว่าจะเป็นท่านางแอ่นบิน พีระมิดมนุษย์ หรือท่ามังกรพลิกกาย การผสานท่วงทำนอง การเคลื่อนไหว ลมหายใจ และพละกำลังเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบนี้เอง ที่หล่อหลอมให้เกิดเป็นสุนทรียศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะโบราณชนิดนี้

นับตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา กุนซานจูได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในและต่างประเทศ จากคุณค่าทางศิลปะและนัยสำคัญทางวัฒนธรรม จนกระทั่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ระดับชาติชุดแรกของจีนอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2549

เบื้องหลังการดำรงอยู่ของศิลปะแขนงนี้ คือความทุ่มเทยาวนานหลายทศวรรษของหวัง จิงไฉ (Wang Jingcai) ผู้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมการแสดงกุนซานจูระดับชาติ เขาได้ผสานเทคนิคกายกรรมเข้ากับท่วงท่ารำแบบดั้งเดิม จนยกระดับศิลปะพื้นบ้านจากชุมชนอันห่างไกลขึ้นสู่เวทีโลกได้สำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้น สถานศึกษาในท้องถิ่นยังได้บรรจุวิชากุนซานจูเข้าในหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนรุ่นหลังร่วมสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมนี้ต่อไป

กุนซานจูจึงเปรียบประดุจจดหมายเหตุที่มีชีวิตและเป็นสัญลักษณ์แห่งความอดทนของชนเผ่าเหมียว ยามที่เสียงลู่เซิงกังวานขึ้นพร้อมท่วงท่าการกลิ้งและกระโดดทะยานของเหล่านักเต้น สิ่งที่ผู้ชมได้ประจักษ์แก่สายตาจึงไม่ได้มีเพียงทักษะอันน่าอัศจรรย์เท่านั้น หากแต่เป็นการได้ร่วมสัมผัสความทรงจำอันยาวนานนับพันปี มรดกทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่า ตลอดจนจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งของชนเผ่าผู้อยู่เบื้องหลัง

ที่มา: บริษัท น่ายง หย่งคัง คัลเจอรัล ทัวริซึม อินเวสต์เมนต์ แอนด์ ดีเวลอปเมนต์ จำกัด

 

krapalm

ปัณณพัทธ์ โกษาแสง (ปาล์ม / Krapalm) คนข่าวไอทีและผู้ให้บริการรับลงบทความ SEO จาก Krapalm.com และ digitalmore.co ชอบอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ (krapalm หนังสือซื้อแล้วอ่านด้วย) ติดตามและทักทายกันได้ที่ Twitter, FB, IG: @krapalm

ดูบทความทั้งหมด →